6 อาหารบำรุงสายตา ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงหน้าจอ

สำหรับใครที่ทำงานหน้าคอมหรือมักจะจ้องหน้าจอมือถือเป็นเวลานาน จะต้องใส่ใจกับการดูแลสุขภาพดวงตาสักนิด เพราะแสงหน้าจออาจทำร้ายดวงตาของคุณได้นั่นเอง โดยเราก็ขอแนะนำ 6 อาหารบำรุงสายตา ที่จะช่วยปกป้องดวงตาของคุณจากแสงบนหน้าจอคอมและมือถือได้ โดยมีอาหารอะไรบ้างก็ต้องไปดูกันเลย

1.ไข่ต้ม

ไข่ต้ม เป็นแหล่งของสารอาหารที่จะช่วยบำรุงสายตาได้โดยตรงและไม่ทำให้อ้วนอีกด้วย โดยมีลูทีนที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา และเพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคนที่ต้องจ้องหน้าจอเป็นประจำจึงควรรับประทานไข่ต้มเป็นหลัก หรือหากเบื่อ ๆ ก็อาจทำเมนูยำไข่ต้ม ไข่พะโล้ และไข่ลูกเขยแทนได้เช่นกัน

2.ผักบุ้ง

จะพลาดไม่ได้เลยสำหรับผักบุ้ง เพราะมีวิตามินเอสูงมาก โดยจะช่วยในการบำรุงสายตาและปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าหน้าจอคอมและมือถือได้เป็นอย่างดี โดยการรับประทานผักบุ้งให้ได้ประโยชน์ที่สุด ควรรับประทานแบบสด ๆ ไม่ผ่านการลวกหรือการปรุงด้วยความร้อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้สารอาหารแบบจัดเต็มไปสูญเสียแร่ธาตุสารอาหารไปนั่นเอง

3.มันเทศ

มันเทศ นอกจากจะทำให้อิ่มเร็วและลดความอ้วนได้ดีแล้ว ก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอที่จำเป็นต่อสายตาเช่นกัน ซึ่งใครที่มักจะจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะทำงาน ท่องอินเทอร์เน็ต หรือสนุกไปกับการเดิมพันที่ VWIN ก็ควรรับประทานมันเทศเพื่อบำรุงสายตาอยู่เสมอ

4.มะละกอสุก

มะละกอสุกรสชาติหวานอร่อย ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ขับถ่ายคล่อง ไม่ท้องผูกเท่านั้น แต่ยังมีวิตามินเอและเบต้าแคโรทีนสูงมาก ซึ่งเป็นสารอาหารที่จะช่วยปกป้องดวงตาจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดและแสงสีฟ้าหน้าจอได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยคลายอาการอ่อนล้าของดวงตาได้อีกด้วย จึงเป็นอาหารบำรุงสายตาอีกชนิดหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว

5.หอยนางรม

หอยนางรม เป็นอาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีสูงมาก โดยจะช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา ดังนั้นจึงควรรับประทานหอยนางรมอยู่เสมอ แล้วจะช่วยถนอมดวงตาของคุณได้ดีอย่างแน่นอน แม้ว่าจะต้องจ้องหน้าจอคอมหรือมือถือเป็นเวลานานก็ตาม แต่ทั้งนี้จะต้องรับประทานหอยนางรมที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียในหอยนางรมให้หมดไปก่อนนั่นเอง

6.แครอท

แครอท อาหารอีกหนึ่งชนิดที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการบำรุงสายตา เพราะมีสารอาหารที่สำคัญอย่างเบต้าแคโรทีนสูงมาก โดยจะช่วยบำรุงและปกป้องดวงตาจากปัญหาต่าง ๆ ทั้งยังช่วยป้องกันโรคตาบอดกลางคืนได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นมาดูแลสุขภาพดวงตาของคุณด้วยการรับประทานแครอทกันดีกว่า

รู้แบบนี้แล้วสำหรับใครที่ต้องจ้องหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์บ่อย ๆ ก็ห้ามพลาดที่จะรับประทานอาหารทั้ง 8 ชนิดนี้ ซึ่งจะช่วยดูแลและปกป้องดวงตาของคุณได้ดีอย่างแน่นอน แถมยังดีต่อสุขภาพอีกมากมายอีกด้วย

Advertisements

มหากาพย์ปัญหาแท็กซี่ เรื่องที่แก้ไม่ตกทุกยุค ทุกสมัย

ปัญหาแท็กซี่ในเมืองไทย ดูเหมือนเป็นปัญหาโลกแตกที่แก้ไม่ได้สักที อาจจะแก้ไม่ถูกจุด หรือไม่ได้รับการแก้ไขที่จริงจังก็ไม่อาจทราบได้ ปัญหาแท็กซี่ที่สนามบิน แท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสาร แท็กซี่ขับรถไม่สุภาพ แท็กซี่โกงมิเตอร์ แท็กซี่ก่ออาชญากรรม ฯลฯ ข่าวคราวปัญหาแท็กซี่มีให้อ่านแทบจะทุกวัน แต่แปลกที่ปัญหานั้นดูไม่ได้ลดลง กลับมีแต่จะเพิ่มขึ้น

ปัญหาแท็กซี่ควรจัดเป็นวาระแห่งชาติ

ประชาชนผู้ใช้บริการแท็กซี่สาธารณะยังคงต้องลุ้นกับการเรียกรถแท็กซี่ หรือการขึ้นรถแท็กซี่ว่า วันนี้จะเจอแท็กซี่แบบไหน แม้แต่แท็กซี่ที่ได้รับการจัดระเบียบที่สนามบิน ที่ดูเหมือนว่าทุกอย่างน่าจะไว้วางใจได้ แต่พอคุณขึ้นไปนั่งบนรถ รถเคลื่อนตัวออกจากสนามบินยังไม่เท่าไหร่ คุณก็สังเกตเห็นว่ามิเตอร์ที่ขึ้นอยู่หน้าจอนั้นขึ้นเร็วกว่าปกติ สิ่งที่คุณทำคือแจ้งกับคนขับ พอคุณเอ่ยปากว่ามิเตอร์ผิดปกติ คนขับก็มีปฏิกิริยาตอบโต้ทันที แถมยังไล่คุณลงระหว่างทาง ขับรถไปจอดให้คุณลงตรงจุดเปลี่ยว ที่หารถแท็กซี่คันใหม่ได้ยาก พอคุณบอกว่าจะร้องเรียนไปที่ศูนย์ร้องเรียน หรือแจ้งไปยังการท่าอากาศยาน คนขับกลับท้าทายให้คุณไปแจ้งได้เลย คุณได้แจ้งไปยังศูนย์ร้องเรียนจริง ๆ บอกชื่อคนขับ และหมายเลขทะเบียนรถไปเรียบร้อย แต่สิ่งที่คุณได้รับหลังจากนั้นคือความเงียบ หนึ่งวัน สองวันผ่านไปก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือบางรายอาจโชคดีได้รับการติดต่อกลับ ปัญหาของคุณอาจได้รับการแก้ไข แต่ปัญหาเช่นเดิมก็อาจจะเกิดขึ้นได้กับผู้โดยสารท่านอื่น

ปัญหาในทำนองเดียวกันที่กล่าวข้างต้น หรือปัญหาแท็กซี่ในลักษณะอื่น มีให้เห็น ให้ได้ยิน ได้อ่านในหน้าหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน มีกระทั่งแท็กซี่ควักมีด ควักปืนออกมาขู่ผู้โดยสาร ปัญหาแท็กซี่มีมายาวนาน แทบจะเรียกได้ว่าเป็นมหากาพย์ที่ไม่มีวันจบ ซึ่งควรได้รับการจัดให้เป็นวาระแห่งชาติที่ได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปัญหาอื่น ๆ

แท็กซี่ปรับขึ้นราคา ก็ควรปรับมาตรฐาน

เราทราบกันดีว่าอัตราค่าบริการแท็กซี่นั้นไม่เคยขยับขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลก เพราะสวนกระแสกับสภาพเศรษฐกิจในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง ค่าครองชีพสูงขึ้น หลายอย่างปรับราคาขึ้น แต่อัตราค่าแท็กซี่ยังคงเดิม เมื่อกระทรวงคมนาคมประกาศปรับราคาค่าโดยสารแท็กซี่จากราคาเดิม เมื่อมีการปรับราคา ก็ควรมีการปรับมาตรฐาน ผู้ใช้บริการแท็กซี่ต่างก็คาดหวังว่า แท็กซี่จะได้รับการตรวจสอบ ตรวจสภาพ ปรับปรุงให้สะอาด ปลอดภัย ไม่มีกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ก่อนการนำรถมาวิ่งบริการผู้โดยสาร

นอกจากมาตรฐานด้านสภาพของรถแท็กซี่แล้ว ก็ควรปรับมาตรฐานของผู้ขับขี่แท็กซี่ด้วย ทางรัฐควรจัดอบรมให้แก่คนขับแท็กซี่อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่อบรมครั้งเดียว 5 ชั่วโมง หรือมีการทดสอบตอนขอใบอนุญาตครั้งแรกครั้งเดียวก็จบ แต่ควรมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในเรื่องของจรรยาบรรณต่ออาชีพ ความปลอดภัยของผู้โดยสาร มารยาทการขับขี่บนท้องถนน ไม่ปฏิเสธลูกค้า ไม่เลือกบริการเฉพาะลูกค้าต่างชาติ และไม่โกงมิเตอร์ค่าบริการ ฯลฯ และมาตรการการลงโทษผู้ขับขี่แท็กซี่ที่กระทำผิดก็ควรเข้มงวดขึ้นกว่าเดิมด้วย

อาชีพแท็กซี่มองดูเหมือนจะเป็นอาชีพที่ทำง่าย ใครขับรถเป็น มีใบขับขี่ก็มาขับแท็กซี่ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้เส้นทางอะไรมากมาย พาผู้โดยสารหลงบ้าง อ้อมบ้าง ไปผิดเส้นทางบ้าง กว่าจะถึงจุดหมายผู้ใช้บริการก็ต้องหวาดระแวง ต้องลุ้นไปจนเหนื่อย มหากาพย์ปัญหาแท็กซี่ควรจะหมดสิ้นไปเสียที ผู้ใช้บริการแท็กซี่ต่างก็รอคอยอยากเห็นปัญหาแท็กซี่ได้รับการแก้ไข อยากเห็นแท็กซี่เมืองไทยเต็มใจให้บริการ ไม่ใช่เรียกแท็กซี่เมื่อไหร่ก็ “จะไปเติมแก๊ส หรือ เปลี่ยนกะ ทุกที”

 

ทิศทางการปรับปรุงระบบการศึกษาไทย

 จากข่าวที่บริษัทเอกชนปฏิเสธไม่รับบัณฑิตจากบางสถาบันการศึกษาเข้าทำงาน ทำให้มีกระแสพูดถึงการปรับปรุงระบบการศึกษาไทยขึ้นมาอีกระลอก ซึ่งมีคำถามว่าเป็นเพราะศักยภาพของบัณฑิตไม่ถึง หรือเป็นเพราะบริษัทคิดไปเองกันแน่ แต่ข่าวนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานของระบบการศึกษาไทยได้เป็นอย่างดี

วิกฤตของการศึกษาไทย

จากผลการประเมินหลักสูตร หลายร้อยหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน ชี้ให้เห็นว่าหลักสูตรการศึกษายังไม่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ที่พัฒนาแล้ว นอกจากนี้ระบบการศึกษาไทยเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เพราะทุกตัวชี้วัดต่างระบุขีดความสามารถของเด็กนักเรียน ครู โรงเรียน มหาวิทยาลัย ว่ากำลังถดถอยลงตามลำดับ นำไปสู่สิ่งที่ทุกคนกังวลว่าการศึกษาไทย กำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างแท้จริง ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) กว่า 70 ประเทศทั่วโลก ระบุว่า สิงคโปร์มีอันดับการเรียนรู้ เรื่องการอ่าน, คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์ เป็นอันดับ 1 ทุกด้าน ขณะที่เวียดนามมีอันดับสูงกว่าไทย ส่วนไทยมีคะแนนทุกด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

อะไรที่ทำให้นักเรียนของสิงคโปร์ และเวียดนามมีผลการประเมินสูง ?

หากมองไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่ระบบการศึกษาดีเยี่ยมจนแซงหน้าชาติอื่น ๆ ในเอเชีย ประเทศสิงคโปร์นั้นเคยเกิดวิกฤตหลังสงคราม แต่ก็เอาชนะวิกฤตนั้นมาได้ ด้วยการมุ่งเน้นพัฒนาคนด้วยการลงทุนทางด้านการศึกษา จนสามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างที่เห็น ส่วนเวียดนามที่แซงหน้าไทยไปเรียบร้อยแล้วนั้น เวียดนามก็เคยด้อยพัฒนาไม่ต่างกับไทย แต่เวียดนามมีเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาประเทศให้ได้มาตรฐานในภูมิภาค และได้มาตรฐานสากล จึงมุ่งเน้นพัฒนาการศึกษาเป็นหลัก การพัฒนาบุคลากรครู คือตัวแปรสำคัญ ประกอบกับความขยันของนักเรียน นักศึกษา และสถาบันครอบครัวที่ใส่ใจและให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

จากที่เวียดนามเคยตามหลังไทย การศึกษาของไทยกลับคงที่ และมีแต่ถดถอย มาถึงวันนี้บางทีไทยอาจจะต้องกลับไปดูเวียดนาม และนำรูปแบบของเวียดนามมาเป็นแบบอย่าง ในการพัฒนาการศึกษาของไทย โดยเริ่มที่การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ และมีความพร้อมในทุกด้าน สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียนได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งกระจายความสำคัญออกไปยังส่วนต่าง ๆ ให้มีโอกาสเท่าเทียมกัน โดยที่จุดศูนย์กลางทางการศึกษาไม่ได้อยู่เฉพาะในเมืองใหญ่ แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกส่วน เช่น พัฒนาโรงเรียนเล็ก ๆ ในชนบทให้มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งทางด้านบุคลากรและด้านเทคโนโลยี สนับสนุนให้สถาบันครอบครัวในชนบทเห็นความสำคัญ และมีส่วนร่วมทางการศึกษามากขึ้น

ในบ้านเรามีการการปฏิรูปการศึกษาโดยการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรมาตลอด แต่ดูเหมือนว่ายังไม่มีทิศทางที่แน่ชัด หรือยังไม่มีการลงทุนอย่างจริงจังทางด้านการศึกษา บุคลากรยังไม่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ในปัจจุบันมีการผลักดันของทางรัฐ ที่เอื้อให้มหาวิทยาลัยต่างชาติมาเปิดสอนในประเทศไทย โดยหวังว่าอาจจะเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน และปรับปรุงการศึกษาของมหาวิทยาลัยไทย แต่นั่นอาจเป็นการการมุ่งเน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างจริงจัง

 

คนกรุงเทพฯ ใช้เฟซบุ๊กติดอันดับหนึ่งของโลก

 มีการสำรวจผู้ใช้งานเฟซบุ๊กจากทั่วโลกระบุว่าชาวกรุงเทพฯ ใช้เฟซบุ๊กติดอันดับหนึ่งของโลก ไม่แน่ใจนักว่าการสำรวจนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่ชาวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็ใช้เฟซบุ๊กกันแทบทั้งนั้น เฟซบุ๊กแทบจะเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนกรุงเทพฯ หรือเป็นส่วนหนึ่งของคนไทย

อิทธิพลของเฟซบุ๊กในบ้านเรา และในสังคมตะวันตก

นอกจากชาวกรุงเทพฯ จะติดอันดับหนึ่งของโลกในการใช้เฟซบุ๊กแล้ว ประเทศไทยยังติดอันดับที่ 8 ของโลกในการใช้เฟซบุ๊กเช่นกัน ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ แต่แท้ที่จริงนั้นอาจจะสื่อให้เห็นว่าบ้านเรานั้น ผู้คนติดสื่อโซเชียลกันอย่างหนักก็เป็นได้ หากสังเกตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาตั้งแต่เฟซบุ๊กถือกำเนิดขึ้น จะเห็นได้ว่าแทบทุกคนรายรอบตัวเรา ล้วนมีบัญชีเฟซบุ๊กกันแทบทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งลูกหลานที่ยังเป็นเด็กเล็ก ซึ่งยังไม่สมควรที่จะใช้สื่อโซเชียลด้วยซ้ำ

เฟซบุ๊กเป็นพื้นที่ที่หลายคนคิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่ใครจะแสดงบทบาทอย่างไรก็ได้ จะโพสต์อะไรก็ได้ บนหน้าเพจของตัวเอง ด้วยความที่คนคิดว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวนี่เอง ทำให้หลายคนขาดความระมัดระวัง ในการโพสต์ข้อความต่าง ๆ ไม่ว่ามีเรื่องอะไรจะต้องโพสต์ลงเฟซบุ๊ก บางคนเสพติดเฟซบุ๊กเพราะมีเพื่อนในเฟซบุ๊กมากดไลค์ข้อความที่ตนเองโพสต์ จนต้องพยายามคิดหาเรื่องมาโพสต์ตลอดเวลา บางคนมีความสุขกับการอวดการโชว์ หรือบางคนก็ชอบที่จะสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น หรือมีกระทั่งปัญหาการฆ่ากันตายเพราะเฟซบุ๊ก

ในขณะที่เฟซบุ๊กมีอิทธิพลต่อคนไทยมากนั้น ในยุโรป เช่น เยอรมัน หรือสวิตเซอร์แลนด์ เฟซบุ๊กไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะแต่ละคนจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูง หรือมีโลกส่วนตัวสูง จึงไม่นิยมที่จะนำข้อมูลส่วนตัวหรือเรื่องราวส่วนตัวไปโพสต์ลงในโลกโซเชียล เฟซบุ๊กจึงถูกสอนให้เป็นพื้นที่ที่ควรระมัดระวังสำหรับเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กวัยประถมและวัยมัธยมต้น ทางโรงเรียนจะสอนให้เห็นถึงโทษของการใช้เฟซบุ๊กมากกว่าที่จะได้ประโยชน์จากการใช้

เฟซบุ๊กดีหรือไม่ดีอย่างไร

มีผลการสำรวจจากหลาย ๆ สถาบันระบุว่าผู้ที่ไม่ใช้เฟซบุ๊กเลย จะมีความสุขมากกว่าผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กหลายเท่า แม้เฟซบุ๊กจะเป็นเครือข่ายที่ทำให้คุณติดต่อคนอื่น ๆ ได้ง่ายขึ้น รับรู้เรื่องราวข่าวสารได้เร็วขึ้น ได้คุยกับเพื่อน กับญาติพี่น้อง ได้รับรู้เรื่องราวของคนอื่นตลอดเวลา แต่เฟซบุ๊กก็เป็นที่มาของอาการหลายอย่างเช่น ทำให้เกิดอาการอิจฉาริษยาคนอื่น, หลงตัวเอง, มองโลกในแง่ร้าย ฯลฯ

ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าสังคมก้มหน้านั้นมีให้เห็นทั่วไป แม้กระทั่งเพื่อนคนที่นั่งอยู่ด้วยกันก็แทบจะไม่มีใครคุยกัน ต่างคนต่างเลือกที่จะอยู่ในโลกออนไลน์ ส่องเฟซบุ๊ก กดไลค์ หรือสอดส่องดูชีวิตคนอื่น แล้วก็พูดคุยถึงเรื่องราวของคนอื่น บนรถไฟ รถเมล์ ฯลฯ เราจะพบกับความเงียบ ต่างก้มหน้าอยู่กับมือถือ หากเห็นใครสักคนหยิบหนังสือออกมาอ่าน ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดของสังคมไปเสียแล้ว

หลายคนมัวแต่ติดอยู่กับโลกข้างออนไลน์ โลกโซเชียลในมือถือ จนหลงลืมโลกที่แท้จริง และลืมความเป็นจริงตรงหน้า ไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบกาย ไร้ความรู้สึก ต่อให้โลกนี้สวยงาม และนอกบานหน้าต่างเต็มไปด้วยชีวิตชีวาเพียงใด มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าคุณไม่เคยเงยหน้ามองออกไปดู

 

ค่านิยมเรื่องความสวย และความขาวของผู้หญิง

“ความขาว” ดูเหมือนจะเป็นคำนิยามที่อยู่กับผู้หญิงสวย คงไม่มีใครที่ไม่อยากสวย ไม่อยากขาว แต่ความสวยและความอยากขาวนั้น ดูเหมือนจะเป็นกระแสที่แรงในบ้านเรา เพราะดูจากสินค้าที่ผลิตออกมาขายในท้องตลาด หรือในโลกออนไลน์นั้นล้วนแต่โฆษณาสรรพคุณในเรื่องความขาว ใช้แล้วจะขาวขึ้น ขาวออร่า ขาวโอโม่

ครีมหน้าขาว ยาผิวขาว

ค่านิยมเรื่องความขาวในบ้านเราที่เป็นกระแสแรงอย่างต่อเนื่องนี้ น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากสาวเกาหลีและสาวญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีผิวที่ขาวมาก บางคนผิวขาวเหมือนกับว่าทั้งชีวิตไม่เคยโดนแดดโดนลม แบบอย่างที่สาว ๆ ยึดตาม จนกลายเป็นความความเชื่อที่ว่าคนสวยต้องขาว ทำให้มีสินค้าประเภทครีมหน้าขาว ยากินแล้วขาวเกิดขึ้นในท้องตลาดมากมาย โดยเฉพาะในเว็บไซต์ ตลาดออนไลน์ สื่อโซเชียลต่าง ๆ แทบจะเรียกได้ว่ามีครีม มียาหน้าขาว ผิวขาว ให้เลือกซื้อกันจนตาลาย ครีม และยาแต่ละชนิดล้วนอวดสรรพคุณของตนเอง คำโฆษณาที่ยกมาอ้างมีหลากหลาย ที่น่าประหลาดคือมีโฆษณาว่าใช้แล้วหน้าและผิว จะขาวออร่าขึ้นในทันที ทันใด เหมือนเป็นยาวิเศษที่กินปุ๊บ ขาวปั๊บ

นอกจากครีมทาหน้าขาว ยากินทำให้ผิวขาวแล้ว หากคุณเดินเข้าไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต ตรงไปยังแผนกขายครีมทาผิว เพราะอยากได้ครีมทาผิวแก้ผิวแห้งสักขวด คุณอาจจะต้องสอดส่องสายตาหาไปจนสุดชั้นวางของ แล้วสุดท้ายก็อุทานว่า..ทำไมมีแต่ครีมทำให้ผิวขาว ทำไมมีส่วนผสมของไวเทนนิงทุกยี่ห้อ คนอยากมีผิวธรรมดา ๆ หรืออยากผิวแทน หายไปจากประเทศนี้หมดแล้วหรือไร

ครีมหรือยาเหล่านี้ มีออกมาจำหน่ายพร้อมคำโฆษณาชวนเชื่อมากมาย มีทั้งที่จดทะเบียนถูกต้อง และที่ผลิตออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต อาศัยการผลิตแบบมักง่ายใช้สารเคมีอันตรายที่เป็นพิษต่อผู้ใช้ เอาเปรียบผู้บริโภคและใช้ช่องว่างที่การตรวจสอบเข้าไปไม่ทั่วถึงนี้ หลอกลวงคนอยากขาว อยากสวย  แม้ว่าจะมีคำเตือนออกมามากมาย แต่คนอยากสวย อยากขาว ก็ยังตกเป็นเหยื่ออยู่ไม่น้อย ข่าวคราวของพิษภัยจากครีมที่ทำให้ขาวจึงมีให้เห็นเป็นประจำ

ก่อนอยากขาวและอยากสวย

ก่อนที่คุณจะอยากขาว อยากสวย จงอย่าเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง พึงระลึกไว้ว่าไม่มีครีม หรือยาชนิดใด ที่ทำให้คุณขาว สวยทันใจราวกับเสกได้ ถ้ามีอยู่จริงก็ขอให้คิดไว้ก่อนว่าอาจจะมีอันตรายแอบแฝง ก่อนเลือกเชื่อและเลือกซื้อมาทดลองใช้ ควรตรวจสอบส่วนผสม หรือจะให้ดี ควรเช็คไปที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ว่าครีมชนิดนี้ได้รับการจดแจ้งอย่างถูกต้องหรือไม่ หรือมีผู้ร้องเรียนหรือไม่ หากรีบร้อนมัวแต่อยากสวย ผลร้ายที่ตามมาอาจจะมากกว่าความขาว

ผู้หญิงหลายคนอาจจะถือคติว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” การจะแต่งให้งามอาจจะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างเข้าช่วย ทั้งปัจจัยจากภายนอกและภายใน หากแต่งให้งามแต่เพียงภายนอก แต่ลืมแต่งภายในใจก็คงไม่ใช่ความงามที่ยั่งยืนแต่อย่างใด งามทั้งกายงามทั้งใจคือความงามที่แท้จริง หน้าขาว กายขาว แต่ใจดำปี๋ ก็ไร้ซึ่งคุณค่าของความงาม แต่ละคนล้วนมีความงามตามแบบฉบับของตนเอง จะดำ จะขาว จะแทน ก็สวยได้  ผู้หญิงสวยทั้งหลายจึงไม่ควรวิ่งตามกระแส จนลืมคุณค่าความงามของตนเอง

 

ระบบการศึกษาไทยกับสวิตเซอร์แลนด์ ความเหมือนที่แตกต่าง

 การศึกษาไทยกับสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีความเหมือนกันในภาคบังคับ คือทุกคนต้องเรียนถึงชั้น ป.9 หรือเทียบเท่า ม.3 ในบ้านเรา แต่ความต่างของระบบการศึกษาไทยกับสวิสนั้น แตกต่างกันหลายประการ ระบบการศึกษาของสวิส จะเอื้อให้เด็กเลือกเรียนในสิ่งที่ตนถนัด มากกว่าจะเน้นไปตามกระแสสังคม หรือกระแสเศรษฐกิจ เพราะเชื่อว่าเด็กทุกคนจะค้นพบทางเลือกของตนเอง

เด็กไทยเรียนหนัก เด็กสวิสเรียนน้อย

ในสวิตเซอร์แลนด์แต่ละเมือง แต่ละรัฐจะมีอิสระในการจัดการด้านการศึกษา โรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษา ส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก กระจายอยู่ทั่วไป เด็ก ๆ จึงไม่ต้องเดินทางไกลไปโรงเรียน ทางรัฐจะเป็นผู้จัดสรรที่เรียนให้เด็ก ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ใกล้บ้าน ชั้นอนุบาลภาคบังคับ 2 ปี เด็กจะอยู่ที่โรงเรียนเฉพาะช่วงเช้า เป็นกิจกรรมประเภทเตรียมความพร้อม การปรับตัวเข้ากับสังคม และกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ช่วงบ่ายเด็กจะว่างไม่ต้องไปโรงเรียน เด็ก ๆ สามารถไปทำกิจกรรมต่าง ๆ กับครอบครัว หรือกับเพื่อน ๆ ได้ ช่วงประถมปีที่ 1-4 นั้น มีวิชาเรียนน้อย การบ้านน้อย มีเรียนภาคบ่ายแค่ 1 หรือ สองวัน ช่วงบ่ายที่ว่างเด็ก ๆ จะเลือกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามชอบ ช่วง ป.5-6 มีเรียนภาคบ่าย แค่ 2 ชั่วโมง วันพุธบ่ายจะว่างตลอดบ่าย การบ้านไม่มากเน้นการทำกิจกรรมกลุ่ม หรือกิจกรรมที่เด็ก ๆ ถนัดและชอบ

หากเทียบกับตารางเรียนของเด็กไทยแล้ว เด็กชั้นประถมศึกษาของสวิสจะมีชั่วโมงเรียนน้อยมาก เด็ก ๆ ไม่มีการสอบปลายภาค มีแต่การสอบเก็บคะแนนระหว่างเรียน ชั้น ป. 5-6 และ ม.1 จะมีวันว่างที่เรียกว่า “วันแห่งอนาคต” ให้เด็ก ๆ เลือกติดตาม พ่อ, แม่, ลุง, ป้า, ญาติ ๆ, คนรู้จัก หรือสมัครไปดูงานในที่ทำงาน ที่ตนเองสนใจและอยากดู เด็ก ๆ จะได้เห็นการทำงานในสถานที่จริง เห็นโลกของการทำงานจริง ๆ ว่าเป็นอย่างไร เมื่อขึ้น ม.2-3 เด็ก ๆ จะได้เลือกฝึกงานจริงตามที่ตนเองสนใจ พอจบ ม.3 เด็กจะเลือกเข้าเรียนมัธยมปลายเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย หรือเลือกไปฝึกงานสายอาชีพที่ตนเองถนัด แล้วไปต่อมหาวิทยาลัยในภายหลัง หรือต่อสายอาชีพในวิทยาลัยการอาชีพก็ได้ เด็กสวิสที่จบ ม. 3 ส่วนใหญ่จะรู้แล้วว่าตนเองอยากประกอบอาชีพอะไรในอนาคต จึงมุ่งไปในสายนั้น การเรียนของเด็กเหล่านี้จึงไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อจะเข้ามหาวิทยาลัย แต่จะมุ่งหาสิ่งที่ตนเองชอบ และเลือกในสิ่งที่ตนเองรัก

เรียนน้อยแต่ทำไมมีคุณภาพ

ระบบการศึกษาที่เน้นให้เด็กมีเสรีภาพทางความคิด และได้ลงมือทำจริง ทำให้เด็กค้นพบตัวตนของตนเอง การเรียนวิชาที่สมควรเรียนในวัยที่เหมาะสม ทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วกว่าการที่ต้องเรียนหลายวิชา เด็กสวิสเรียนไม่เครียด เพราะมีเวลาว่างมากพอที่จะไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่ตนเองชอบ โดยไม่มีการเรียนเสริม การติวเข้ม หรือถูกกดดันจากผู้ปกครอง เพราะเด็กจะเลือกเอง

ค่านิยมเรื่องต้องเรียนจบมหาวิทยาลัยจึงจะหางานดี ๆ ทำได้นั้นแทบจะไม่มีผล ระบบการศึกษาจะเอื้อให้ทุกคนมีทางเลือก ทุกคนจะเลือกอาชีพที่ตนเองชอบ โดยวัดจากความสามารถของตนเอง คนส่วนใหญ่จึงมีความสุขกับหน้าที่การงานที่ตนเองทำ

เมื่อเทียบกับบ้านเราที่มีบัณฑิตตกงานมากมาย จึงมองเห็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนถึงเรื่องความเชื่อและค่านิยม นอกจากบ้านเราควรจะพัฒนาระบบการศึกษาแล้ว ควรจะปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อใบประกาศจากมหาวิทยาลัยด้วย เพราะถึงแม้จะมีพ่อแม่ที่พยายามทุ่มเท และส่งเสียลูกให้เรียนจนจบมหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายหากใบประกาศจากมหาวิทยาลัย ไม่ได้ช่วยให้ลูกหาเลี้ยงชีพได้ การทุ่มเทนั้นก็แทบจะเรียกได้ว่าสูญเปล่า

 

เสน่ห์อาหารไทยข้างทางที่ต่างชาติหลงใหล

เรื่องอาหารการกินนั้นต้องยกให้คนไทยเรา อาหารบ้านเราอุดมสมบูรณ์มีให้กินตลอด 24 ชั่วโมง ถึงแม้ที่บ้านจะไม่มีครัวหรืออุปกรณ์สำหรับทำอาหาร ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอด รถเข็นขายอาหารริมทางมีให้เห็น ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ อาหารหลากหลายมีให้เลือกซื้อ เลือกกิน คนไทยเราจึงคุ้นเคยกับการหาของอร่อย ๆ กินนอกบ้าน

อาหารรถเข็นริมทางเริ่มหายไป

ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารถเข็นขายอาหารเริ่มจะหายไป หลาย ๆ ที่ที่เคยเป็นแหล่งขายอาหารหลากหลายหายไป ร้านเจ้าประจำปากซอยหายไป ส่วนหนึ่งมาจากที่ทางรัฐพยายามจะจัดระเบียบเพื่อไม่ให้รถเข็นของพ่อค้าแม่ขายกีดขวางการจราจร หรือทางเท้า ซึ่งทำให้บ้านเมืองดูไม่เป็นระเบียบ รวมทั้งพยายามที่จะจัดการเรื่องสุขอนามัย ความสะอาดต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐาน

แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากค่านิยมของสังคมที่เปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่นิยมเดินเข้าห้างไปรับอากาศเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศ อาหารการกินต่าง ๆ จึงเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไป อาหารหลากหลายที่เคยมีให้เลือกกินข้างทาง จึงยกขบวนไปอยู่ตามศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ

อาหารขึ้นห้างเหล่านี้จัดวางดูดี อุปกรณ์เครื่องใช้ก็ดูสะอาดตา ถูกสุขลักษณะมากว่ารถเข็นอาหารริมทาง จึงไม่แปลกอะไรที่คนรุ่นใหม่จะนิยมเข้าไปนั่งรับประทานอาหารรับแอร์เย็น ๆ มากกว่าที่จะนั่งซดก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ริมทางที่กินไปก็ต้องเช็ดเหงื่อไป

เสน่ห์อาหารรถเข็นที่ต่างแดนไม่มี

เมื่อไม่นานมานี้มีรายการทีวีไปสำรวจความเห็นของนักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทย เกี่ยวกับความเห็นเรื่องอาหารในรถเข็นข้างทาง ส่วนใหญ่จะชื่นชอบอาหารรถเข็น ที่มีให้เลือกกินหลากหลายชนิด มีราคาถูก และส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครมีปัญหาจากการกินอาหารจากรถเข็นข้างทางเหล่านั้น เป็นความตื่นตาตื่นใจที่ในบ้านเมืองเขาไม่มีให้เห็น หลาย ๆ คนกลับมาเที่ยวเมืองไทยเพราะเสน่ห์ของอาหารการกินที่หาง่าย เดินไปทางไหนก็มีให้กินตลอด หลายคนแสดงความเห็นว่าอยากให้รัฐจัดระเบียบให้พ่อค้าแม่ค้ามีพื้นที่ในการขายอาหาร ไม่เกะกะขวางทางเดิน และจัดการเรื่องสุขอนามัยให้ได้มาตรฐาน แต่ไม่ควรให้สิ่งเหล่านี้หายไปจากริมทาง

การพยายามจัดระเบียบของทางรัฐนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ควรจัดอย่างถูกวิธี เพราะไม่เพียงแต่ต่างชาติเท่านั้นที่รู้สึกเสียดาย สำหรับคนไทยเราเองก็คงเสียใจ และเสียดายอยู่ไม่น้อย หากว่าวันหนึ่งนึกอยากจะกินอะไรก็ต้องเดินเข้าห้าง ต้องเข้าร้านสะดวกซื้อ อาหารง่าย ๆ อร่อย ๆ ราคาถูกหายไป เมื่อไปอยู่ในที่ทางใหม่ อาจมองดูสวยหรู ดูดี แต่ราคาอาจจะแพงขึ้นกว่าเดิม คนที่มีรายได้น้อยก็คงลำบากขึ้น

คนอยู่ในบ้านในเมืองเองอาจมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปนั้น แต่คนอยู่ต่างบ้านต่างเมืองที่กลับไปเยือนบ้านเกิดเมืองนอนแต่ละปี จะเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดแจ้ง คนที่มีฝีมือที่เคยทำอาหารอร่อย ๆ หายหน้าไปแล้ว เพราะโดนจับโดนปรับจนสุดท้ายก็ต้องเลิกขาย ขนมนมเนยที่คุ้นเคยก็อาจจะไม่มีให้กินอีกต่อไป คงต้องบอกดัง ๆ ว่าน่าเสียดายถ้าอาหารรถเข็นจะหายไปจริง ๆ